|
"
เป็นไงบ้าง เหนื่อยไหม" เสียงทักทายผ่านคลื่นโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทผู้อยู่ไกล ถามขึ้นเป็นประโยคแรก หลังจากผ่านเดือนแรกที่ฉันกลับมาอยู่บ้าน เพื่อนสนิทที่นานๆ จะติดต่อกันสักครั้ง แต่ฉันรู้ว่าถ้าไม่สบายใจ เธอพร้อมจะรับฟังอย่างเข้าใจ และมีความห่วงใยให้กันตลอดเวลา
"
เหนื่อยโคตร" ฉันตอบเน้นเสียงคำท้าย พร้อมกับถอนหายใจยาว ก่อนจะสาธยายความเหนื่อยในแต่ละวันที่ฉันพานพบ
"
เฮ้ย จริงเหรอ" เธอหัวเราะเสียงใส ที่ฉันไม่สามารถตีความหมายได้
"
กูเหนื่อยนะ" ฉันพูดเสียงดัง คิ้วเริ่มผูกโบ
"
เออ รู้ แต่แปลกใจ นึกว่าจะชิลล์ ชิลล์" เสียงเธอยังสดใส ฉันได้คำตอบจากเสียงหัวเราะนั้น
"
ชิลล์ ชิลล์ กทม. ซิ ไม่ชิลล์ ชิลล์ หนองสูงโว้ย"
ฉันจำได้ว่าตอนกลับมาอยู่บ้านช่วงแรกๆ ได้รับอีเมลของมิตรสหายจากเมืองใหญ่หลายคน บางคนดีใจที่ฉันกำลังจะไปตามฝัน บางคนอิจฉาที่ฉันไม่ต้องเร่งรีบดิ้นรนในป่าคอนกรีต แต่ได้ยืนมองทิวเขาลำเนาไพร ผืนนากว้างใหญ่ ตัวอักษรที่พวกเขาส่งมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบพร้อมกับให้กำลังใจ ทำให้ฉันน้ำตาคลอและอมยิ้มในคราวเดียวกัน แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันหมดคือ พวกเขาคิดว่าฉันคงมีเวลาว่างที่จะทำอะไรๆ ได้ตามใจนึก และใช้ชีวิตแบบสบาย
"
สบาย" ย่าบอกว่าถ้ามาอยู่บ้านฉันจะไม่ได้พบกับคำคำนี้
งานบ้านในยามเช้าของฉัน ก่อนจะไปทำงานในสวนในนาต่อ คือ ล้างถ้วยชาม กรอกน้ำดื่ม ดูแลน้ำใช้ให้เต็มโอ่ง กว่างานแต่ละอย่างจะเสร็จสิ้นฟ้าที่มืดมิดยามค่ำคืนก็เปล่งแสงสีแดงม่วงทาบทับทิวเขา แม่ก็ไปตักบาตรเรียบร้อย ความตั้งใจที่จะไปสวนผักตอนหกโมงเช้าก็คลาดเคลื่อนเกือบทุกวัน กว่าฉันจะขึ้นไปสวนผักหรือไปนา ตะวันก็ตื่นขึ้นมาส่องประกาย ทอแสงทักทายแล้ว
ตีสี่ครึ่ง ไม่ว่าฉันจะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิดเมื่อสมัยเด็กๆ ไปเรียนและทำงานในเมืองใหญ่เมื่อเติบโต หรือไปอยู่ตามป่าตามดอย ฉันไม่เคยตื่นนอนเวลานี้สักครั้ง แต่กลับมาอยู่บ้านคราวนี้ เวลานี้ คือการเริ่มต้นของชีวิตฉันในแต่ละวัน เป็นเวลาที่ข้าวเหนียวที่หม่า (แช่) ไว้ตั้งแต่เมื่อคืน จะได้รับความสุก แต่เพราะราคาถ่านกับแก๊สหุงต้มไม่ต่างกันมากนัก ฉันถึงแบ่งแก๊สให้ข้าวเหนียวสุกในยามเช้า และแบ่งถ่านไว้ให้ข้าวสุกในยามเย็น อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือ ถ้าก่อไฟด้วยถ่าน อาจเสียเวลาถึงขั้นไม่ทันตีโปง (ระฆังยามเช้า) บอกเวลาพระบิณฑบาต
สวนที่ฉันปลูกบวบ ฟักทอง ข้าวโพด ถั่วฝักยาว อย่างละเล็กละน้อย เมื่อก่อนเป็นป่าตีนภูที่ทอดตัวเป็นแนวยาวโอบล้อม ทางการออกเอกสารสิทธิ์ให้เกษตรกรไปจับจองทำกิน พ่อได้มรดกที่ดินไม่กี่ไร่จากการจับจองของปู่ และฉันก็ได้มาประคบประหงมผักในพื้นที่ไม่ถึงไร่ ทำเท่าที่แรงหนึ่งแรงจะทำได้ ยอดบวบกับยอดฟักทองที่เก็บขายได้สัปดาห์ละ
2 ครั้ง ครั้งละ 40-50 บาท ผลิตผลจากหนึ่งแรงกายของฉัน คือ รายได้เพียงแหล่งเดียวที่ฉันทำได้ในตอนนี้
ทางระหว่างไปสวนประมาณ
5 กิโลเมตร เกือบครึ่งทางเป็นเนินสูง กว่าจะถึงสวนผักทำเอาฉันเหนื่อยหอบ การเดินทางไปถึงจุดหมายมันก็เหนื่อยแบบนี้นี่เองแหละ ยิ่งฉันเดินทางด้วยแรงจากสองขาที่ถีบจักรยาน ไม่มีเครื่องทุ่นแรงอื่นๆ ช่วย กว่าจะเดินทางไปถึงยิ่งเหนื่อยทบทวี ยิ่งเหนื่อยมากฉันยิ่งรู้สึกว่ามีประโยชน์ อย่างน้อยฉันได้ออกกำลังกายให้เม็ดเหงื่อได้อุ่นเครื่องก่อนจะไหลอาบร่าง อย่างน้อยฉันก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประหยัดน้ำมัน
แม้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่ความสวยงามระหว่างทาง ก็ทำให้ฉันยิ้มได้เสมอ ทุ่งนากว้างใหญ่ สวนไม้ผลไม้ยืนต้นที่เรียงรายตลอดทาง ทิวเขาที่ทอดตัวเป็นแนวยาวโอบล้อม ถ้าวันไหนแดดดี ท้องฟ้ากระจ่างใส ปุยเมฆสีขาวลอยเป็นกลุ่มก้อน แดดอ่อนๆ ส่องลอดกิ่งไม้ไหวเป็นแสงระยิบระยับ ถ้าช่วงฝนตกตอนเช้าท้องฟ้ามืดครึ้มยังไม่จางหาย หมอกจางสีขาวเคลื่อนตัวช้าๆ ผ่านแมกไม้สีเขียวบนภูสูง บ้างก็ทอดตัวเป็นแนวยาวอยู่กึ่งกลางภูเขา บ้างก็ลอยตัวขึ้นปกคลุมยอดเขารวมตัวเป็นผืนเดียวกับท้องฟ้า บางช่วงที่ทิวเขาทอดตัวยาวลดหลั่นเป็นระดับสูงต่ำ หมอกขาวก็ค่อยๆ โผล่ปุยสีขาวแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างทิวเขาที่สลับกันไปมา
พอไปถึงสวนผัก กลิ่นหอมของยอดบวบ ทำให้ชื่นใจได้จริงๆ ยิ่งได้ยืนอยู่กลางต้นบวบหลายสิบต้น ลมอ่อนๆ พาความหอมปกคลุมทั่วสวนยิ่งทำให้หายเหนื่อย เวลาเด็ดยอดบวบมาแกงเพื่อซดน้ำหอมหวานแล้วโดนมดที่มาดมความหอมของยอดบวบกัด ก็พอเข้าใจได้ แม้แต่มดยังอดใจไม่ไหว ใครที่ไม่เคยเด็ดยอดผักสดๆ จากสวนคงนึกไม่ออก ฉันอธิบายไม่ถูกเช่นกัน เพราะบางเรื่องที่ธรรมชาติสร้างก็หาคำอธิบายไม่ถูก บอกได้เพียงว่า แม้ไม่หอมเหมือนกลิ่นดอกไม้ แต่หอม
แม้จะรู้ว่าสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมักสวยงามเสมอ ถึงฉันจะมองเห็นดอกไมยราบสีชมพูปนม่วงเบ่งบานอวดดอกในยามเช้าที่ต้องน้ำค้าง เห็นต้นหญ้าใหญ่น้อยปลิวตามแรงลมทั่วสวนผัก ยิ่งช่วงฝนตก ผักยิ่งแตกยอดอ่อน ต้นหญ้าก็ยิ่งเจริญเติบโตมากเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงที่ได้รับน้ำฝนจนชุ่มฉ่ำ หญ้าจะผลิบานยิ่งกว่ายอดผัก ต้นไมยราบที่ฉันแตะต้องเพียงแค่เหี่ยวเฉา แต่กลับชูช่อแตกใบในเช้าอีกวัน หญ้าบางชนิดทั้งขุดราก เตะดินออกจากราก แต่วางไว้กลางสวนพอได้รับน้ำ ก็แตกรากอ่อนติดดินอีก ช่างทนทานเสียจริง ช่วงที่ก้มตัวหรือนั่งยองๆ ถอนหญ้า แล้วยืดตัวหรือลุกขึ้นยืน ความเจ็บปวดจะแล่นจากต้นขาขึ้นมาถึงบั้นเอว เจ็บจนต้องกัดฟัน ปวดจนรู้ซึ้งถึงคำว่า ปวดร้าว ก็ตอนมาถอนหญ้าในผักที่บ้านนี่แหละ
...ชื่นใจ
บางครั้งถอนหญ้าแล้ว หญ้ายังปลิวไสวต้านแรงลมทั่วสวนได้อีก จนฉันเหนื่อยอ่อนและบ่นเสียงดัง แม่ก็จะบอกทุกครั้งว่า
"ถ้าไม่มีต้นหญ้าบนผืนดิน เราก็จะสบายเกินไป ถ้าอยากทำไร่ทำนาก็ต้องอยู่กับหญ้าตลอดปีอย่างนี้แหละ" คงเป็นเพราะฉันไม่ได้ติดใจในรสของความสบาย และเลือกที่จะใช้ชีวิตที่หลายคนมองว่าลำบาก ฉันจึงเลือกผักที่ฉันปลูกมากกว่าเลือกหญ้าที่ฉันไม่ได้ฝังรากลงดิน
แดดส่องอณูความร้อนในยามบ่าย ถ้าหญ้ายังมีเยอะ ฉันก็สะพายกระติบข้าวขึ้นไปกินข้าวเที่ยงที่สวนและลุยหญ้าต่อในยามบ่าย แต่ถ้าเป็นช่วงเดือน
8 ข้าวตั้งกอ ก็คาดได้ว่าฉันคงต้องยืนกลางทุ่งนาถอนหญ้าในนาข้าวเป็นแน่ แต่ถ้าช่วงหน้านา ทั้งถอนกล้า ปักดำ เกี่ยวข้าวหรือนวดข้าว ฉันคงต้องห่างหายจากสวนผักไปอยู่กลางทุ่งทั้งเช้าและบ่าย...แต่ถ้าบ่ายวันไหนไม่ได้ไปทำงานในสวนในนา นั่นคือเวลาของการทอผ้า
ตลอดช่วงบ่ายของวันที่ฉันทอผ้า ซึ่งทอได้เพียงวันละ
1 ศอกหรืออย่างมากก็แค่ 1 เมตร ตะวันก็คล้อยต่ำลงทุกที ฉันยังทอผ้าได้ไม่จุใจเลย ยังตั้งความหวังที่ชวนขันว่า จะทอผ้าให้ได้วันละ 1 วา หรือ 2-3 วาเหมือนคนอื่น ก็ถึงเวลาก่อไฟนึ่งข้าวในยามเย็นแล้ว
ฉันนำฟืนและถ่านที่เก็บไว้ใต้เล้าข้าว
เวลาผ่านไปรวดเร็ว อาหารสุกพร้อมตักใส่ถ้วย แบ่งใส่หม้อแกงเพื่อไปส่งบ้านย่าและบ้านยาย พระอาทิตย์ยามเย็นก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวลับเหลี่ยมเขา ฟ้ามืดมาเยือน แต่งานฉันก็ยังไม่สิ้นสุด ฉันไปกินข้าวและค้างเป็นเพื่อนย่าที่บ้านของท่าน กว่างานจะเสร็จสิ้น คว่ำถ้วยชามในตู้ กวาดถูบ้านของย่าอย่างสะอาดสะอ้าน ฟ้าก็มืดสนิท ช่วงเวลานี้ฉันได้มองธรรมชาติอีกครั้ง
(ยุ้งข้าว) มาก่อไฟ แม้จะเคยก่อไฟมาตั้งแต่เด็ก แต่บางครั้งไฟก็ไม่ติดให้หงุดหงิดใจบ้าง เรื่องบางเรื่องแม้เคยทำมาตั้งหลายครั้ง และคิดว่าตนเองชำนาญ ก็ยังต้องฝึกฝนและเรียนรู้อยู่เสมอ งานบ้านในยามเย็นก็ไม่ต่างจากยามเช้า กว่าถ้วยชามจะสะอาด น้ำจะเต็มโอ่ง ก็ถึงเวลาข้าวสุกพอดี แม่กลับมาจากนาเตรียมทำกับข้าว ฉันก็ต้องอยู่ในครัวเป็นลูกมือ
ยามคืนเดือนแรมพระจันทร์เป็นเสี้ยวสวยงาม ท้องฟ้าตอนค่ำเป็นสีเงิน ดวงดาวเริ่มส่องประกายทั่วฟ้า ยามฝนตกฟ้าครึ้มส่งเสียงคำราม แหงนมองท้องฟ้าก็ยังสวยงาม เพราะถูกระบายด้วยความมืดดั่งปูพรมสีดำทั่วแผ่นฟ้า ส่วนพระจันทร์ข้างขึ้นนั้นส่องแสงนวลตา ฉันล้างชามนอกบ้านโดยไม่ต้องอาศัยไฟจากแสงนีออน ไม่ว่าจะข้างขึ้นหรือเดือนแรม ท้องฟ้าที่ฉันยืนมองก่อนเข้านอนก็สวยงามเสมอ ฉันคิดว่าคงจะเป็นเหตุผลนี้ที่เพื่อนๆ ถึงได้อิจฉา เพราะพวกเขาคงไม่ได้มีเวลาว่างมองฟ้าก่อนนอนได้ทุกคืนเป็นแน่
จากรุ่งเช้าจนเย็นย่ำ ฉันไม่เคยมีเวลาว่าง เริ่มงานตั้งแต่ฟ้ามืด กว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นฟ้าก็มืดอีกครั้ง ย่าบอกว่าถ้าฉันมาอยู่บ้านจะไม่ได้เจอกับคำว่า
"สบายๆ" ถ้าย่าหมายถึงสบายกาย ฉันไม่เคยเจอแม้เพียงวันเดียว เพราะแต่ละวันเหงื่อเกาะพราวเต็มหน้า ไหลอาบทั่วแผ่นหลังจนผดแดดขึ้นเต็ม วันและคืนผ่าน ฝ่ามือเริ่มหยาบกร้าน ส้นเท้าแตกเป็นร่อง เพราะเหยียบดินและย่ำโคลนเป็นครีมบำรุงผิว ผิวคล้ำมากเพราะตากแดดทุกวัน ไม่สบายกายเหมือนอยู่เมืองใหญ่ แต่สบายใจในทุกๆ วัน และทุกๆ งานที่ฉันทำ
แม้ฉันจะรู้สึกว่าตนเองทำงานได้ไม่มากมายเท่าที่หวัง เพราะเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน แต่เข็มนาฬิกาที่เดินไปแต่ละวันของชีวิตฉัน ไม่เคยเป็นเวลาที่ว่างเปล่า เช้าถึงสาย ฉันก็ทำให้บ้านน่าอยู่ สายจดเที่ยง ผักของฉันได้หายใจสะดวก ยามบ่ายก็ได้สร้างความรู้ในภูมิปัญญาและฝึกความชำนาญ ตอนเย็นย่าก็ได้มีความสุขที่มีหลานไปอยู่เป็นเพื่อน
เพราะฉันมีความสุขหรือเปล่านะ ฉันถึงรู้สึกว่าวันแต่ละวันที่ไม่มีเวลาว่างเลย แต่ฉันก็ยังตามเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ทัน
|