Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
Numthang.org กับ "โครงการอาสาสร้างบ้าน(ดิน)นำทาง" รับอาสาสมัครมาสร้างบ้านดินในทุกๆ วันเสาร์-อาทิตย์เป็นต้นไป จนกว่าบ้านจะเสร็จ กดเข้าไป อ่านรายละเอียดได้ที่นี่
หน้าแรก » Blogger » Blog เลย » ผะเหวด แรงศรัทธาในงานบุญ
ค้นหา
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
    Host Unlimited Domains on 1 Account
ลิงค์
สิ่งแวดล้อม
» EREC
» IPCC
ที่อยู่อาศัย
อาหารและยา
เครือข่าย
อื่นๆ
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

free counter with statistics

ผะเหวด แรงศรัทธาในงานบุญ

เขียนโดย เนตร
Tuesday, 03 June 2008


เสียงกลองตุ้มประสานเสียงฉาบ พร้อมวงกลองยาวของกลุ่มหนุ่มผู้ไทยคุ้มเหนือ ที่ดังมาจากริมหนองน้ำหนองสูงในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 6 คือเสียงที่บ่งบอกถึงการแสดงความศรัทธาในงานบุญ

งานบุญผะเหวด หรือบุญพระเวส เทศน์มหาชาติ ถือเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของหมู่บ้าน ที่จัดขึ้นติดต่อกันทุก 3 ปี และเว้นว่างติดกันอีก 3 ปี เช่นกัน ในปีนี้ได้จัดขึ้นในวันขึ้น 6-7 ค่ำ เดือน 6 เสียงกลองตุ้มริมหนองน้ำในวันนั้น หมายถึงการบอกกล่าวให้คนในหมู่บ้านมาช่วยกันเตรียมงาน
    แม้จะห่างหายจากงานบุญไปนาน แต่เสียงกลองทำให้ฉันขี่จักรยานมาที่วัด ไม่ใช่เพราะรู้ความหมายของเสียงนั้น แม่ออก (สีกา) วัยคุณย่าคุณยาย ที่นั่งอยู่ด้านล่างของศาลาการเปรียญกำลังช่วยกันคลี่ผ้าฝ้ายสีขาวที่ทอเป็นผืนจนสุดผืนความยาวหลายวา เอาไม้ไผ่ที่เหลาให้เล็กพอจะวางขวางผืนผ้าได้ หลายคนช่วยกันนำฝ้ายหลายสีมาร้อยไม้ไผ่เป็นเส้นฝ้ายยาวเกือบจรดไม้ไผ่อีกอันที่วางขวางผืนผ้าอยู่ อีกหลายคนช่วยกันนำผืนผ้าฝ้ายที่ทอยาวประมาณ 3-4 เมตร มาร้อยตรงปลายผ้าด้วยไม้ปอ เป็นลายฟันปลาสวยงาม ด้านนอกศาลา พ่อออกวัยคุณปู่ คุณตา ช่วยกันตัดไม้ไผ่เป็นลำยาวอย่างขะมักเขม้น ส่วนด้านนอกวัดตรงริมหนองน้ำ ที่มาของเสียงกลองนั้น ผู้บ่าวทั้งบ่าววัยหนุ่มและคิดว่าตนเองยังเป็นวัยหนุ่ม กำลังช่วยกันยกไม้ไผ่ลำยาวกว่าซาววา มาสร้างเป็นหอสูง
    ความหมายของเสียงกลอง คือ แม่ออกช่วยกันประดับประดาธุงซาววา ผืนผ้าฝ้ายขาวความยาว 20 วา เพื่อนำไปแขวนไว้บนลำไม้ไผ่สูงที่สร้างไว้ริมหนองน้ำ เรียกว่า “พิธีปลูกธุงซาววา” ซี่ไม้ไผ่ตามแนวขวางที่แบ่งเป็นช่วงๆ นั้น เปรียบดั่งบันไดที่ไต่ขึ้นสวรรค์ การทำพิธีปลูกธุงซาววาจะทำก่อนวันงานเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญอีกประการของงานบุญผะเหวด ส่วนไม้ไผ่ลำยาวที่พ่อออกช่วยกันตัดอยู่หน้าศาลาวัด คือ ไม้สำหรับแขวน “ธุงยาว” ผ้าฝ้ายผืนยาวที่แม่ออกในศาลาช่วยกันร้อยไม้ปอตกแต่งปลายผ้า ธุงยาวจะแขวนทั่วบริเวณงาน ให้ปลิวไสวต้านแรงลมอยู่เหนือ “ธุงสาย” ที่นำผ้ามาตัดเป็นสามเหลี่ยมผืนเล็กๆ ผูกติดกับเชือก ตรึงเป็นสายยาวให้ปลิวทั่วบริเวณงานเช่นกัน
แม่ออกอีกส่วนหนึ่งก็ช่วยกัน “สีเทียน” โดยปาดขี้ผึ้งเป็นชิ้นเล็กๆ ลนไฟให้ละลายและจุ่มเส้นฝ้ายขาวลงไป ใช้มือพันไปมาเพื่อให้เทียนติดฝ้าย แม้จะร้อนๆ แต่แรงศรัทธาและสิ่งที่ต้องทำตามประเพณีคงมีมากกว่าความร้อน จึงได้เทียนความยาวประมาณ 1 ศอก จำนวน 1,000 เส้น เพื่อใช้สำหรับจุดเทียนพันน้ำมันหมื่นช่วงที่มีการเทศน์มหาชาติ
   
เป็นเวลาเกือบเดือนที่ฉันรู้ว่าทางคณะกรรมการหมู่บ้านและวัดกำหนดการจัดงานบุญ ฉันก็เตรียมทำเครื่องผะเหวดไปถวายวัด ทำเท่าที่จะทำได้ทั้ง “ธุงช่อ” ที่ทำจากต้นหม่อน โดยใช้มีดคมปาดลำหม่อนเป็นฝอยคล้ายกลีบดอกไม้ “ธุงชัย” ที่ทำจากผ้าหรือกระดาษตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมติดกับก้านมะพร้าว “ธุงสิบหกชั้นฟ้า” ทำด้วยด้ายสีต่างๆ พันรอบแกนไม้ที่ไขว้เป็นรูปกากบาท ร้อยเป็น 16 ชั้น เสมือนบันไดให้เทวดาลงมาฟังเทศน์ในงานบุญ แต่ฉันกลับทำ 16 อัน แต่ร้อยกับก้านมะพร้าวก้านละ 4 อัน ส่วน “ธุงสิบห้าชั้นดิน” นำผ้าฝ้ายมาตัดเป็นรูปวงกลม ร้อยตรงกลางเว้นระยะห่างโดยใช้ไม้ปอมากั้นให้ได้ 15 ชั้น เปรียบดั่งบันไดสู่ขุมนรกให้เปรตมาฟังเทศน์ ฉันกลับตัดกระดาษสีสดสวยเป็นรูปกลีบดอกไม้ แล้วใช้ไม้ปอคั่น เพื่อความสวยงาม เอาน่า...แม้ไม่ตรงตามหลัก และนำมาประยุกต์กันบ้าง คงไม่สำคัญเท่าแรงศรัทธาที่คนทั้งหมู่บ้านต่างพากันทำเครื่อง
ผะเหวดหรอก
    สำหรับสถานที่ที่วางเครื่องผะเหวดซึ่งมาจากทุกครอบครัวในหมู่บ้าน พ่อออกได้ช่วยกันนำหญ้าคาแห้งมาไขว้กันคล้ายทำผมเปีย แล้วนำมาแขวนรอบศาลาการเปรียญ ส่วนตรงกลางก็ตัดไม้ไผ่ลำยาววางรอบเป็นสี่เหลี่ยมเพื่อประดับประดาเครื่องผะเหวด ซึ่งทำก่อนงานบุญประมาณ 1 สัปดาห์
 





    สมัยเด็กๆ แม้ฉันจะเคยเห็นเครื่องผะเหวดมากมายบนศาลา แต่ไม่เคยเห็นเครื่องผะเหวดมากชนิดหลายประเภทอย่างวันนั้น วันที่ฉันตามเสียงกลองไปวัด บนศาลาการเปรียญถูกตกแต่งด้วยเครื่องผะเหวดดูสวยงามละลานตา แต่...ธุงช่อบางช่อก็ถูกละเลงให้มีสีสันสดใสกว่าสีขาวของต้นหม่อน บนศาลามีนกกระดาษ ปลาตะเพียนที่สานจากหลอดพลาสติกหลากสี และอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดมาจากการประยุกต์เพื่อความสวยงาม แม้จะมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม แต่ความสำคัญของการทำเครื่องผะเหวด ก็คือ แรงศรัทธามากกว่าหลักที่ถูกผิดของการทำ
    งานบุญผะเหวด เป็นบุญตามประเพณีของชาวอีสาน ตามฮีตสิบสองที่ว่า ฮอดเดือนสี่ให้พากันเก็บดอกจานมาสานบั้งไม้ไผ่เสียบดอกจิก จัดขึ้นระหว่างเดือน 4 ถึงเดือน 6 ดังคำผญา (คำคมหรือคำพังเพยว่า เดือนสามค้อยเจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่ เดือนสี่ค้อยจั่วน้อยเทศน์มัทรี1
    ตามประเพณีของงานบุญผะเหวด  ตอนเช้าหลังจากจังหัน (ถวายภัตตาหารเช้า) มีการเชิญพระอุปคุต ด้วยความเชื่อว่า พระอุปคุตเป็นพระอรหันต์ที่สามารถปราบพญามารได้ เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรค การเชิญพระอุปคุตเพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคและให้การจัดงานผ่านไปด้วยดี ในตำนานพระอุปคุตได้เจริญฌาณสมาบัติในกลางสะดือทะเล การเชิญจึงต้องแห่ขบวนจากวัดไปยังลำน้ำที่มีน้ำวน เปรียบดั่งพระอุปคุตแหวกทะเลขึ้นมา เช้าวันนั้นความสนุกสนานรื่นเริงเริ่มต้นด้วยเสียงกลองตุ้มและเสียงไชโยโห่ร้อง ที่ดังตลอดเส้นทางจากวัดไปห้วยบังอี่ ลำห้วยสายเล็กๆ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนในหมู่บ้านมานาน ผู้เฒ่าที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหมอพราหมณ์ จะสวดมนต์ริมห้วยเชิญพระอุปคุต จากสายน้ำนิ่งสงบจนเกิดเป็นคลื่น พราหมณ์จะตักน้ำใส่โอ่งดินเผา หรือ “อุ” แห่มาที่วัดเป็นอันเสร็จพิธี
    ช่วงสายๆ ก่อนที่จะมีการแห่ขบวนพระเวสสันดรเข้าเมือง แต่ละหมู่บ้านจะนำ “เมง” ไปถวายวัด และบางครอบครัวก็จะสร้างเมงเพื่อไปถวายวัดเช่นกัน เมงหรือกองบุญ จะทำเมื่อมีงานบุญ หรืองานแจกข้าวเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรษที่ล่วงลับไปแล้ว หรือเมื่อคนในบ้านเจ็บไข้ได้ป่วยเพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรจะได้หายเจ็บไข้ กองบุญประกอบด้วย เตียงนอนที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง เปรียบเสมือนบ้าน พร้อมด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ผู้ตายควรจะได้รับ และคนเราควรจะมีเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวในอนาคตชาติ เช่น เสื้อผ้า หมอน ผ้าห่ม สมุด หนังสือ ดินสอ ปากกา ข้าวสาร เส้นฝ้าย เส้นไหม เป็นต้น โดยจะวางบนเตียงไม้และแขวนรอบๆ
ช่วงบ่ายจะมีการตั้งขบวนแห่พระเวสสันดร พิธีที่สำคัญคือการเชิญพระเวสสันดร มีการแหล่โต้ตอบกันไปมาระหว่างพระเวสสันดร นางมัทรี พ่อแม่ของพระเวสสันดร นางมัทรี และผู้ที่ไปเชิญ หลังเสร็จพิธีเสียงไชโยโห่ร้อง เสียงกลอง เสียงฉาบ เริ่มบรรเลง คนทั้งหมู่บ้านมาร่วมกันร้องรำตามจังหวะกลอง ขบวนแห่เริ่มต้นจากรถพระพุทธรูป ขบวนแห่ภาพพระบฏ คือ การวาดภาพพระเวสสันดรบนผืนผ้าคล้ายภาพพระเวสแต่เล็กกว่า ถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดี แสดงถึงแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา อีกทั้งเชื่อว่าคนที่นำภาพพระบฎมาแห่นั้น ทำเพื่อสะเดาะเคราะห์ ในอดีตมีการสร้างภาพพระบฏถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นต่อด้วยขบวนของกษัตริย์ ในสมัยโบราณพระเวสสันดรจะนั่งช้าง แต่ขบวนแห่ในวันนั้น ทั้งพระเวสสันดร พระนางมัทรี กัณหา ชาลี นั่งบนเก้าอี้บนรถขับเคลื่อนสี่ประตู เอาน่า...ตอนนี้จะหาช้างได้ที่ไหน
ถัดมาจึงเป็นขบวนแห่ภาพพระเวส เป็นภาพวาดชาดกเรื่องพระเวสสันดรตั้งแต่ต้นจนจบทั้ง 13 กัณฑ์ คือกัณฑ์ทศพร หิมพานต์ ทานขันธ์ วนประเวศ ชูชก จุลพน มหาพน กุมาร มัทรี สักกบรรพ มหาราช ฉกษัตริย์ และนครกัณฑ์ เป็นภาพบนผืนผ้าใบหลายสิบวา ใช้ไม้ไผ่ผูกผ้าพระเวสเป็นช่วงๆ ชูขึ้นเหนือศรีษะ เป็นริ้วขบวน ใครไม่ได้จับไม้ไผ่ก็จับปลายผ้าแทน ใครมาร่วมแห่ก็จะได้บุญด้วยกันโดยถ้วนทั่ว
ถัดจากขบวนแห่ทางธรรมก็เป็นขบวนของความรื่นเริง ความสนุกสนานไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนุ่มสาวเท่านั้น ในขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมืองจึงมีทั้งลุงป้า น้าอา มาโยกย้ายส่ายสะโพก มีปู่ย่าตายายที่ใจและกายยังเป็นหนุ่มสาวมาฟ้อนรำในขบวน มีคนแต่งหน้าทาปาก แต่งตัวเป็นคุณยาย ใส่ฟองน้ำให้นมยาน กระโดดโลดเต้นไปมา แม้คนนี้จะเป็นหนุ่มใหญ่วัย 40ต้นๆ ลูก 2 คนโตเป็นวัยรุ่น ก็ไม่มีใครหาว่าบ้า เพราะหลังจากสนุกสนานในงานบุญ ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ความบ้าของหลายๆ คนจะแสดงออกเกินจากปกติก็ไม่ถูกหาว่าบ้าหรอก ก็งานรื่นเริงของคนทั้งหมู่บ้าน เป็นแบบนี้นี่เอง เสียงดนตรี เสียงโห่ร้องถึงความรื่นเริงในงานบุญตลอดเส้นทางเกือบ 2 กิโลเมตร ไม่มีใครเหน็ดเหนื่อย มาถึงวัดแห่รอบศาลาอีก 3 รอบ ก็ยังไหว ส่วนดนตรีก็ยังบรรเลงต่อ คนฟ้อนรำก็ยังรำต่อได้จนเย็น
ช่วงเย็นหลังพิธีกรรมทางศาสนาเสร็จเรียบร้อย หมอลำก็เริ่มบรรเลงกลางลานวัด ให้คนได้สนุกสนานกันอีกรอบ คืนนั้นแม้เหล้าจะเข้าปากมาตั้งแต่ช่วงแห่พระเวส แต่ก็ไม่มีการฟ้อนหน้าห้างหมอลำไปตีกันไปเหมือนงานรื่นเริงทั่วไป
ความสนุกสนานผ่านไปล่วงเข้าเช้าวันใหม่ หนุ่มสาวเดินจากหน้าห้างหมอลำไป แต่งานบุญผะเหวดยังไม่สิ้นสุด พิธีกรรมในวันที่สองของงานบุญ คงมีเฉพาะผู้ใหญ่และผู้เฒ่าให้ความสนใจ
เวลาดีตี 3 มัคนายกตีกลองบนศาลาการเปรียญบอกเวลาของการแสดงความศรัทธาอีกหนึ่งพิธีกรรม “แห่ข้าวพันก้อน” ถือเป็นการสักการะบูชาพระเวสสันดร โดยใช้ข้าวนึ่งปั้นเป็นก้อนเล็กๆ 1,000 ก้อน ตามคาถา 1,000 คาถาในการเทศน์มหาชาติ ตามที่คิดไว้จริงๆ คนหนุ่มสาวที่มาแห่ข้าวพันก้อนเวียนขวารอบศาลาการเปรียญมีฉันเพียงคนเดียว และเด็กวัย 5 ขวบคนหนึ่งที่มากับคุณยาย เห็นแล้วอดอมยิ้มนึกถึงตัวเองสมัยเด็กๆ ไม่ได้ ตลอด 3 รอบ ทุกคนก็เปล่งเสียงคำแห่ข้าวพันก้อนไปพร้อมๆ กัน
“นะโม นะโม พระไตรปิฎกยกขึ้นมาเทศน์ ในเรื่องพระเวสตั้งแต่ชาติปางหลัง ขอเชิญฟังยังลำมหาชาติ ขันหมากเบ็งอาชญ์ยอขึ้นบูชา ข้าวพันก้อนถวายอาชญ์บูชา ซาเฮาซาสามดวงยอดแก้ว ข้าไหว้แล้วถวายอาชญ์บูชา ขอปรารถนาอานิสงฆ์อันเสิศ พรอันประเสริฐอายุวัณณัง สุขังพลังเทิดทูนเทินไว้ ขอให้ได้ดังคำปรารถนา สาธุสาอนุโมทามิ”2
หลังจากนั้นจะเป็นการเทศน์สังกาด พระขึ้นนั่งธรรมาสน์พร้อมหนังสือที่เป็นใบลานร้อยต่อกันทั้งแผ่น เป็นการบอกเล่าความเป็นมาของพระพุทธศาสนาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน ก่อนจะเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสน อันเป็นเรื่องราวของพระมาลัยที่ได้ไปพบพระศรีอารยะเมตไตรย์และนำคำมาบอกกล่าวแก่มนุษย์ให้ทำแต่ความดี รักษาตนอยู่ในศีลธรรมแล้วจะได้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอารย์  อันเป็นสมัยที่มีแต่ความสุข ความเจริญ
ช่วงเช้าถือว่าเป็นการประลองความอดทนกันเลยทีเดียว ในการแสดงความเชื่อความศรัทธาทางศาสนา คือการฟังเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์ ซึ่งเชื่อว่า ถ้าใครฟังจนจบทั้งหมด จะได้บุญ ไม่ตกนรกหมกไหม้ ระหว่างเทศน์ไปก็จะมีการจุด “เทียนพันน้ำมันหมื่น” คือ เทียนที่แม่ออกช่วยกันสี เทียน 1,000 เส้น เท่ากับคาถา 1,000 คาถาในเทศน์มหาชาติ พ่อออกที่รับผิดชอบจะจุดเทียนตามจำนวนคาถาในแต่ละกัณฑ์ เช่น กัณฑ์ทศพรมี 19 คาถา ก็จุดเทียน 19 เล่ม ให้เทียนไหม้หมดก่อนที่กัณฑ์นั้นจะจบ โดยจุดในกระทงกาบกล้วย สมัยก่อนในงานบุญไม่มีไฟฟ้าก็ใช้น้ำมันมะพร้าวจุดเพื่อให้ความสว่าง การเทศน์จนจบใช้เวลานานต้องใช้น้ำมันมากถึงหนึ่งหมื่นหรือ 12 กิโลกรัม แม้สมัยนี้จะไม่ได้ใช้น้ำมัน แต่พิธีกรรมนี้ก็ยังเรียกขานแบบนี้

แม้การฟังเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์จนจบ จะเป็นกิจกรรมหลักของงานบุญ แต่คนฟังกลับมีแต่ผู้เฒ่า แม้เครื่องผะเหวดจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แม้คนหนุ่มสาวจะยึดถือความสนุกสนานเป็นหลักในขบวนแห่เป็นแก่นของงานบุญผะเหวด แต่วันช่วยกันเตรียมงาน เตรียมเครื่องบูชา เครื่องประกอบพิธีกรรมยังมีอยู่ มีการช่วยเหลือกันอย่างแข็งขัน พิธีกรรมทุกอย่างก็ยังไม่หายไป คุณค่าของงานบุญจึงอยู่ที่แรงศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพิธีกรรม เพื่อการธำรงไว้ซึ่งศาสนาและความเชื่อตามประเพณีอันมีสืบทอดกันมายาวนาน นั่นเอง

อ่าน ดาวน์โหลดเวอร์ชันเต็มมีรูปด้วย
 
   

 Golf


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1 Re: ผะเหวด แรงศรัทธาในงานบุญ
เมื่อไหร่ได้ออกหนังสือ อย่าลืมบอกนะ จะคอยอุดหนุน
ผู้โพสต์ : Golf [Mon, 07 Jul 2008 00:12 202.91.18.205]

 บ่าวเมิงเว


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2 Re: ผะเหวด แรงศรัทธาในงานบุญ
ดีมากเลยครับ ฮีตคองยังเหลือ บ้านผมเกือบหมดแล้ว ข้อยก๋าคนผู้ไทเนอไทเมิงเว บ้านหนองสูงบ้านเซ่วข้อย ปีหน้าล่ะไปเอาบุญนำเด้อ บทความเขียนดีมากๆๆๆๆ[size=4][/size]

ผู้โพสต์ : บ่าวเมิงเว [Sat, 19 Jul 2008 14:30 118.174.187.222]
 
หน้า : 1

ตอบกระทู้
ชื่อ *
E-Mail
หัวข้อ *
บอร์ดโค้ด
สี ขนาด Close all tags
เนื้อหา
แสดงอารมณ์
B) ;) :) :P
:laugh: :ohmy: :sick: :angry:
:blink: :( :unsure: :kiss:
:woohoo: :lol: :silly: :pinch:
:side: :whistle: :evil: :S
:blush: :cheer: :huh: :dry:
Extreme
*
รูปภาพ
สามารถอัพโหลดรูปภาพได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องย่อก่อน ระบบจะย่อรูปให้โดยอัตโนมัติ
 
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. RSS Generator by FeedCreator

Thank to Inspros.net