|
ทราบไหมครับว่าอุตสาหกรรมอะไรที่ได้ชื่อว่าก่อมลพิษและสร้างความสกปรกให้กับสิ่งแวดล้อมอันดับต้นๆ ของโลก
อุตสา หกรรมโรงถลุงเหล็ก และโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ได้รับการจัดอันดับให้อยู่บนหัวแถว เพราะวัตถุดิบคือแร่เหล็ก และถ่านหินที่ใช้อย่างมหาศาลในอุตสาหกรรมนั้นสามารถก่อมลพิษได้มากที่สุด จากขั้นตอนการผลิตที่ถูกปล่อยออกมาและกากของเสียเหลือใช้จำนวนมากที่ถูกทิ้งเอา ไว้บนพื้นดิน
ในปี พ.ศ.2545 อุตสาหกรรมเหล็กของบรรษัท US Steel Corporation เป็นผู้ปล่อยมลภาวะทางอากาศสูงเป็นอันดับสองในอเมริกา โดยปล่อยสารพิษถึง 1.2 ล้านกิโลกรัม ประกอบด้วย แอมโมเนีย กรดไฮโดรคลอริค เอธิลีน สารประกอบสังกะสี เมทานอล และเบนซีน รวมทั้ง แมงกานีส ไซยาไนด์ และสารประกอบโครเมียม ฯลฯ
ปัจจุบันอุตสาหกรรมถลุงเหล็กจึงกลายเป็นอุตสา หกรรมที่ประเทศที่เจริญแล้วมักส่งเสริมให้ประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศที่ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมผลิตขึ้นแทน และรับซื้อภายหลัง เพื่อต้องการผลักปัญหามลพิษให้กับประเทศเหล่านั้นแทน
ปัจจุบันประเทศจีนและอินเดียจึงกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรมเหล็ก และสร้างปัญหามลพิษให้กับผู้คนในประเทศอย่างรุนแรง
ทา ทา สตีล ในประเทศอินเดีย เป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็นผู้สร้างมลภาวะให้กับคนอินเดียมากที่สุดเช่นกัน เช่นเดียวกับประเทศจีนที่ผลิตเหล็กได้ปีละ 400 ล้านตัน แต่ในปี พ.ศ.2550 ธนาคารโลกรายงานว่า มีคนจีนตายด้วยสาเหตุการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมสูงถึงปีละ 750,000 คน
จะเป็น โชคดีหรือโชคร้ายของคนไทยหรือชาวอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไม่ทราบ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักในประเทศ โดยวางแผนให้อำเภอบางสะพานเป็นที่ตั้งของโครงการเวสเทิร์นซีบอร์ด พัฒนาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมเหล็ก โดยมีเครือบริษัทสหวิริยาเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยไม่มีแร่เหล็กเลย ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
คาดว่า อุตสาหกรรมถลุงเหล็กในบริเวณนี้ที่ใช้พื้นที่ถึง 20,000 ไร่ จะมีกำลังการผลิตรวมปีละ 30 ล้านตัน ซึ่งประเทศไทยจะได้กลายเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก ด้วยงบฯลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านบาท โดยขณะนี้กำลังเริ่มโครงการแรก กำลังการผลิตรวม 5 ล้านตันต่อปี
แต่ไม่ทันไรก็ทะเลาะกับชาวบ้านในพื้นที่ รุนแรงจนถึงกับมีการยกพวกตีกันและฆ่ากันตายแล้ว
สา เหตุสำคัญที่ทางสภาพัฒน์ได้เลือกพื้นที่บนอำเภอบางสะพานเป็นที่ตั้ง ?เมืองหลวงเหล็กของโลก? นั้น เป็นเพราะมีพื้นที่ติดทะเล เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมหนักที่ต้องใช้แหล่งน้ำ และมีร่องน้ำลึกตามธรรมชาติบริเวณแหลมแม่รำพึง เหมาะในการสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึก เพื่อขนส่งสินแร่เหล็กจากเมืองนอก ทำเลห่างจากกรุงเทพมหานครไม่ไกลมาก และราคาที่ดินยังไม่แพง
แต่อีกด้านหนึ่ง สภาพัฒน์อาจจะไม่ทันคิดก็คือ อำเภอบางสะพานเป็นแหล่งที่มีธรรมชาติงดงามมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลบริเวณหาดบ้านกรูดไปจนถึงหาดแม่รำพึง ได้รับการยอมรับว่ามีชายหาดสวยงามเหมือนกับชายหาดหัวหินหรือชะอำในอดีต อากาศบริสุทธิ์ น้ำทะเลสีสวย อาหารทะเลอุดมสมบูรณ์ ผู้คนยังไม่พลุกพล่านมาก ในอนาคตมีศักยภาพพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวได้อีกมาก โดยเฉพาะหากประเทศไทยต้องการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
หากสภาพัฒน์ หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยวางแผนดีๆ หาดบ้านกรูดถึงหาดแม่รำพึงอาจเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวแห่งใหม่ทั้งในและนอก ประเทศ ที่สร้างรายได้ให้ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท
แต่เมื่อรัฐบาลได้ เห็นชอบในการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กในเครือบริษัทสหวิริยาแล้วในพื้นที่อำเภอบาง สะพานแล้ว สิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ก็คือ รัฐบาลหรือบริษัทไม่ได้บอกชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงจับปลา จับกุ้ง ทำสวนมะพร้าว สวนปาล์ม และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เจ้าของรีสอร์ท ร้านอาหารเลยว่า ในอนาคตจะเกิดโรงงานถลุงเหล็กใหญ่ที่สุดในโลกอยู่หน้าบ้านพวกเขา
ไม่มีใครบอกพวกเขาว่า จะมีปล่องพ่นควันพิษ 29 ปล่องพ่นฝุ่นพิษขึ้นสู่ท้องฟ้าปีละ 300,000 ตันต่อปี
ไม่ มีใครบอกพวกเขาว่า บริเวณทะเลหน้าแหลมแม่รำพึง ที่กรมประมงประกาศว่าเป็นพื้นที่ที่ปลาทูมาวางไข่หนาแน่นที่สุดในอ่าวไทย รองจากหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และทะเลแถบหลังสวน จังหวัดชุมพรนั้น กำลังจะกลายเป็นท่าเทียบเรือน้ำลึก มีสะพานยื่นออกไปนอกหาดยาวถึง 2 กิโลเมตร เพื่อให้เรือสินค้าขนาดใหญ่หลายสิบลำมาส่งแร่เหล็กปีละ 3 ล้านกว่าตัน
ไม่ มีใครบอกพวกเขาว่า โรงงานถลุงเหล็กขนาดยักษ์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นต่อมาก็คือ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,800 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริเวณอำเภอทับสะแกที่อยู่ติดกับอำเภอบางสะพาน เพื่อป้อนไฟฟ้าให้กับโรงถลุงเหล็กเหล่านี้
ไม่มีใครบอกชาวบ้านว่า อุตสาหกรรมปล่อยมลพิษสกปรกที่สุดกำลังจะเกิดขึ้นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อป้อนไฟฟ้าส่วนใหญ่ให้กับโรงงานถลุงเหล็ก และโรงไฟฟ้าก็ต้องสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึก เพื่อขนเชื้อเพลิงถ่านหินจากอินโดนีเซียมาใช้ผลิตไฟฟ้าปีละ 9 ล้านตัน และสร้างปล่องสูงนับร้อยเมตรเพื่อพ่นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
สิ่งที่คนในพื้นที่ได้รับรู้ก็ คือ เมื่อสิบกว่าปีก่อน บริษัทเครือสหวิริยาได้ก่อสร้างโรงงานรีดเหล็ก โรงงานเหล็กเส้นขึ้นมา โดยที่ชาวบ้านยังไม่ทันคิดอะไรชัดเจน แต่ผลที่ตามมาก็คือ ตั้งแต่มีโรงรีดเหล็กที่มีปล่องปล่อยควันพิษลอยออกมาทุกคืน น้ำฝนที่ชาวบ้านเคยดื่มมานานไม่อาจดื่มได้อีกต่อไป เพราะมีคราบน้ำมันลอยอยู่ ต้องซื้อน้ำดื่มในตลาดแทน กุ้ง ปลา จำนวนมากที่เคยจับได้แถบหาดแม่รำพึงก็หายไป เช่นเดียวกับที่มีผู้ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นถึง 17,000 คน
สิ่ง ที่ชาวบ้านสังเกตก็คือสองสามปีที่ผ่านมา มีคนมากว้านซื้อที่ดินผืนใหญ่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งที่ดินสาธารณะ หรือป่าพรุที่ไม่เคยมีใครเป็นเจ้าของมาหลายชั่วอายุคน วันดีคืนดีก็มีการออกเอกสารสิทธิเปลี่ยนมือไปมา สุดท้ายก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเหล่านี้
ชาวบ้านมาทราบทีหลังว่า ที่ดินหลายพันไร่ที่มีการเปลี่ยนมือ คือบริเวณที่จะก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กขนาดยักษ์
สิ่ง ที่บริษัทเหล่านี้บอกกับชาวบ้านตลอดมาก็คือ พวกเขาใช้เงินซื้อที่ดินมาอย่างถูกกฎหมาย พวกเขาทำถูกต้องตามกฎหมายของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ของกรมเจ้าท่าทุกประการ ดังนั้นพวกเขามีสิทธิที่จะสร้างโรงงานถลุงเหล็กขึ้นบนพื้นที่นี้ได้ แถมยังมีรัฐบาลเป็นพี่เลี้ยงรายใหญ่ เพราะคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยังยกเว้นภาษีอากรขาเข้าเครื่องจักร และภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเงินสองหมื่นกว่าล้านบาท และยังอุตริประกาศกฎอัยการศึกในเมืองตากอากาศ มีทหารลงมาเดินกันขวักไขว่ เพื่อต้องการให้อุตสาหกรรมนี้เกิดให้ได้
แต่เครือสหวิริยาลืมนึกไปว่า ชาวบ้านบางสะพานก็มีสิทธิลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขา ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เช่นกัน หากโรงงานถลุงเหล็กเกิดขึ้นจริงแล้ว เขาหวั่นกลัวแน่นอนว่า
อากาศจะเป็นพิษ น้ำจะเน่า กุ้ง หอย ปู ปลาจะหายไป และนักท่องเที่ยวจะไม่กลับมา
ชาวบางสะพานไม่ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นมาบตาพุดแห่งที่สอง ที่ชาวบ้านต้องนอนรอความตายผ่อนส่งโดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือได้เลย
คนงาน หรือผู้บริหารโรงงานถลุงเหล็กอาจจะมาทำงานที่นี่ไม่กี่ปี แล้วก็ย้ายงาน หรือเปลี่ยนงานใหม่ แต่คนบางสะพานต้องอยู่กินบนผืนดินแห่งนี้ไปตลอดชีวิต
พอ สิ้นปีผลกำไรจากการถลุงเหล็กที่ส่วนหนึ่งมาจากการทำลายธรรมชาติ และการสร้างความแตกแยกให้กับคนในพื้นที่ ก็กลายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นที่มีทั้งหัวดำและหัวแดงในตลาดหลักทรัพย์
การลุกขึ้นสู้ของชาวบ้านบางสะพานจึงเพิ่งจะเริ่มต้น แต่คงไม่จบลงเหมือนชาวบ้านบางระจัน
นิคมอุตสา หกรรมเหล็กมูลค่า 500,000 ล้านบาท คงไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นง่ายๆ เหมือนอย่างภาพในเพาเวอร์พอยต์ ตอนไปโรดโชว์ให้กับแหล่งเงินกู้เสียแล้ว
โดย
ที่มา
http://www.onopen.com/2008/01/2668 |